Loading...

ความเป็นมา

             สถาบันไทยคดีศึกษา  (Thai Khadi Research Institute) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2514 ในชื่อ "โครงการไทยคดีศึกษา" มีวัตถุประสงค์เมื่อแรกตั้งคือ เพื่อส่งเสริมการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับสังคมไทย  เพื่อส่งเสริมการเรียบเรียงตำราที่เกี่ยวกับสังคมไทย เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของสังคมไทยที่จะไปทำการค้นคว้าและสอน และเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสังคมไทยแก่ประชาชนทั่วไป นับเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อทำหน้าที่ศึกษาเรื่องของไทยขึ้นอย่างเฉพาะทาง โดยได้รับกำลังสนับสนุนทางความคิดและทุนทรัพย์จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน อาทิ ศาสตราจารย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ทรงเป็นผู้ประทานคำแปลศัพท์อังกฤษ "Thai Studies" ว่า "ไทยคดีศึกษา" ให้เป็นชื่อของโครงการ และยังทรงบริจาคทรัพย์ตั้งเป็นกองทุน "นราธิปพงศ์ประพันธ์ -สุพิณ" เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการ โดยมีศาสตราจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช เป็นประธานกรรมการบริหารโครงการไทยคดีศึกษา และเป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้งคนสำคัญ อีกทั้งการมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารโครงการฯ ของท่าน เป็นที่มาของการตั้งโรงโขนธรรมศาสตร์ขึ้นในครั้งนั้นด้วย ส่วนผู้อำนวยการคนแรกของโครงการไทยคดีศึกษา คือ อาจารย์ ดร.นิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 โครงการไทยคดีศึกษาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "สถาบันไทยคดีศึกษา" มีฐานะเทียบเท่าคณะวิชา ทำหน้าที่เป็นสถาบันเพื่อการวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และให้ดำเนินการวิจัยเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยในด้านการเรียนการสอนและการพัฒนาประเทศ จากนั้นปี พ.ศ. 2520  สถาบันฯ ได้ขยายขอบเขตบทบาทเป็นศูนย์รวมการวิจัยทางวิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนับสนุนและส่งเสริมตลอดจนให้บริการเพื่อการวิจัยภายในมหาวิทยาลัยในลักษณะของการวิจัยเชิงสหวิทยาการ โดยให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและให้บริการทางด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานวิจัย และการเผยแพร่ผลงานวิจัย

สถาบันไทยคดีศึกษาได้ดำเนินงานตามพันธกิจที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มอบหมาย คือ เป็นสถาบันวิจัยที่สร้างงานวิจัย เป็นศูนย์รวมการจัดสรรทุนสนับสนุนการวิจัยของมหาวิทยาลัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ถึงแม้ว่าในปี พ.ศ. 2540 มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการด้านการบริหารงานวิจัย และดำเนินการวิจัยในนามมหาวิทยาลัยก็ตาม  แต่ทั้งสองสถาบันมีหน้าที่หลักแตกต่างกัน สถาบันไทยคดีศึกษายังคงดำเนินงานตามพันธกิจดังกล่าวมาได้โดยลำดับ จนเมื่อสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติมีระเบียบการพิจารณาทุนสนับสนุนการวิจัยแบบใหม่ โดยกำหนดให้มหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการขึ้นทำหน้าที่กลั่นกรองคุณภาพโครงการ พร้อมทั้งจัดเรียงตามลำดับความสำคัญของโครงการส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเพื่อขออนุมัติทุนสนับสนุนต่อสำนักงานงบประมาณ ผู้บริหารสถาบันไทยคดีศึกษาในขณะนั้นจึงพิจารณาเห็นสมควรยกเลิกหน้าที่การเป็นศูนย์รวมการจัดสรรทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2548

ตลอดช่วงเวลาของสถาบันไทยคดีศึกษา ทิศทางการดำเนินงานวิจัยได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามกระแสและนโยบายของผู้บริหารในขณะนั้น เช่น 

ช่วงปี พ.ศ. 2521 - 2525 มุ่งเน้นการวิจัยในด้านการพัฒนาชนบท

ช่วงปี พ.ศ. 2525 - 2536 มุ่งส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับไทยศึกษา การตระเตรียมข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวิจัยและส่งเสริมให้มีการค้นคว้าวิจัยโดยอาจารย์และข้าราชการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในด้านการเรียนการสอนด้านสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ โดยจัดตั้งศูนย์สนเทศเพื่อการวิจัยไทยคดีศึกษาในปี พ.ศ. 2525 นอกจากนี้ใน พ.ศ. 2529 เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อขยายการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยฯ ด้านวิทยาศาสตร์และสุขศาสตร์  สถาบันฯ ยังได้สนับสนุนทุนการวิจัยครอบคลุมสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

ช่วงปี พ.ศ. 2536 - 2542 สถาบันวางแผนพัฒนาการผลิตงานวิจัย โดยสนับสนุนให้มีการทำวิจัยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น โครงการวิจัยเชิงวิชาการ โครงการวิจัยเชิงพัฒนา และโครงการวิจัยเชิงสำรวจ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาสถานภาพทางวิชาการ มีการแลกเปลี่ยนนักวิจัย (Visiting Researcher) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือในการเก็บข้อมูลภาคสนาม เช่น โครงการศึกษาวัฒนธรรมไท-ไทย ในประเทศจีน พม่า ลาว เวียดนาม และไทย รวมทั้งส่งเสริมโครงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม บริการวิชาการแก่สังคม และสนับสนุนให้นักวิจัยของสถาบันรับทุน อุดหนุนจากแหล่งทุนจากภายนอก ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นแนวที่ใช้ดำเนินงานต่อมา

ช่วงปี พ.ศ. 2542 - 2546 ดำเนินแนวทางการวิจัยเช่นเดิมและมุ่งเน้นส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมและศิลปะไทยมากขึ้น เพื่อให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยอันเป็นสิ่งสำคัญในการจรรโลงวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่กับสังคมไทย

ช่วงปี พ.ศ. 2546 - 2549 ทำหน้าที่วิจัยค้นคว้าด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในเรื่องของไทยอย่างมีทิศทางที่สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2545 - 2549) ด้านการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมโดยให้ความสำคัญกับเป้าหมายการวิจัยที่เน้นคุณภาพทางวิชาการและเป็นประโยชน์ต่อสังคม และยังได้นำวิธีบริหารแบบใหม่ตามหลักการปฏิรูประบบราชการที่เน้นรูปแบบการทำงานในรูปคณะกรรมการในแต่ละกิจกรรม

ช่วงปี พ.ศ. 2549 - 2555 มุ่งเน้นการบริการทางการวิจัยและพัฒนาการทำวิจัยด้านไทยคดีศึกษา โดยต่อยอดศักยภาพเดิมที่มีอยู่แล้วของสถาบันไทยคดีศึกษา ทั้งที่เป็นการวิจัยพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การวิจัยแบบสหสาขาวิชา ตลอดจนการวิจัยเพื่อภูมิภาคศึกษาทางด้านวัฒนธรรม และเน้นภารกิจการทำนุบำรุงรวมถึงการเผยแพร่ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริม ความเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

ช่วงปี พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน อยู่ในทิศทางว่าจะส่งเสริมให้นักวิจัยผลิตงานวิจัยตามความถนัด โดยอยู่ในแนวทางการวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และแผนยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมชาติ

ปัจจุบันสถาบันฯ มุ่งให้ความสำคัญต่อการสร้างงานวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคมเพื่อสนับสนุนการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมในระดับที่ใกล้เคียงกัน ด้วยตระหนักถึงความสำคัญและจำเป็นต่อการนำองค์ความรู้ที่สถาบันฯ ได้สร้างสมมาตั้งแต่ต้นแล้วนำมาเผยแพร่สู่สังคมในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น  

ตราสัญลักษณ์สถาบันไทยคดีศึกษา

         "ตราอภิรุม" มีรูปทรงคล้ายรูปหยดน้ำ ประกอบด้วย รูปวงกลมที่ภายในมีภาพพานรัฐธรรมนูญวางอยู่กึ่งกลางของวงกลม รศ.กมล ฉายาวัฒนะ อดีตผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ผู้ที่ออกแบบตราสัญลักษณ์ดังกล่าวคือ อาจารย์อวบ สาณะเสน อดีตอาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นกรรมการบริหารโครงการไทยคดีศึกษาในเวลานั้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายที่เป็นศิลปะของทางภาคเหนือ

เทียมจิตร์ พ่วงสมจิตร์ นักวิจัยประจำสถาบันไทยคดีศึกษา ได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า พานรัฐธรรมนูญนี้ น่าจะมีความหมายแทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใต้ภาพพานรัฐธรรมนูญ มีอักษรภาษาไทยเขียนไว้ว่า "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" ด้านบนของภาพพานรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ว่า "สถาบันไทยคดีศึกษา" ส่วนภายนอกเส้นรอบวงกลม ครึ่งล่างล้อมไว้ด้วยอักษรภาษาอังกฤษว่า "Thai Khadi Research Institute" ส่วนบนของเส้นรอบวงกลมปกคลุมด้วยรูปฉัตรสามชั้น มียอดแหลม ประดับตกแต่งด้วยลายกนกไทยที่อ่อนช้อยงดงาม ให้ความรู้สึกและแรงบันดาลใจถึงศิลปะทางล้านนา

จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันที่ศึกษาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องสังคมการเมืองไทย และความเป็นศิลปะ - วัฒนธรรม

 

ตัวอักษรนามสถาบันไทยคดีศึกษา

           ตัวอักษรประดิษฐ์นาม "สถาบันไทยคดีศึกษา" เป็นฝีมือการออกแบบโดย "อังคาร กัลยาณพงศ์" ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ประจำปี พ.ศ. 2532 ซึ่งมีคุณูปการต่อสถาบันไทยคดีศึกษามาตลอด เช่น เมื่อสถาบันฯ จัดกิจกรรมทางด้านวิชาการต่าง ๆ อาทิ ครบรอบ 100 ปี พระยาอนุมานราชธน, ครบรอบ 200 ปี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ฯลฯ สถาบันฯ ขอให้ท่านอังคารแต่งบทประพันธ์สรรเสริญเกียรติคุณของบุคคลท่านนั้น ๆ เมื่อแต่งเสร็จ ยังได้กรุณามาอ่านบทประพันธ์ที่ท่านประพันธ์ขึ้นมาในที่ประชุมสัมมนาด้วย

รายนามผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา

รูปถ่าย

ชื่อ-สกุล

คณะ

ระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

โครงการไทยคดีศึกษา

 

อาจารย์ ดร.นิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

(ปัจจุบันคือ พลตรีหญิง คุณนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา)

ศิลปศาสตร์

2514 - 2518

สถาบันไทยคดีศึกษา

 

รองศาสตราจารย์ ยุทธ ศักดิ์เดชยนต์

สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

2518 - 2520

 

รองศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์

สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

2520 - 2524

 

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก

รัฐศาสตร์

2524 - 2528

 

ศาสตราจารย์ ดร.เมธี ครองแก้ว

เศรษฐศาสตร์

2528 - 2531

 

รองศาสตราจารย์ นิพัทธ์ จิตรประสงค์

พาณิชยศาสตร์และการบัญชี

2531 - 2532

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัช กิจธรรม

รัฐศาสตร์

2533 - 2536

 

รองศาสตราจารย์ สุมิตร ปิติพัฒน์

สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

2536 - 2542

 

รองศาสตราจารย์ กมล ฉายาวัฒนะ

วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

2542 - 2546

 

รองศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์

ศิลปศาสตร์

2546 - 2549

 

อาจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์

วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

2549 - 2555

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรรณี สำราญเวทย์

วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

2555 - 2558

 

อาจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ (สมัยที่สอง)

วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

2558 - ปัจจุบัน

หมายเหตุ ตำแหน่งทางวิชาการในขณะนั้น